HOLAMANGA– ห้ามพลาด! *I Didn’t Want Final Fantasy Resonance to End* เปิดให้เล่นแล้ววันนี้! ลองอ่านข้อมูลด้านล่างนี้เพื่อไขข้อสงสัยของคุณกันเลย!

*I Didn’t Want Final Fantasy Resonance to End* เป็นชื่อบทวิจารณ์วิดีโอเกมที่เขียนโดยนักข่าว Daniel Bueno ให้กับ Siliconera เว็บไซต์ชื่อดังที่นำเสนอเนื้อหาเกี่ยวกับวิดีโอเกมโดยเฉพาะ

ในบทความนี้ เราจะมาแบ่งปันรีวิวของเกม *I Didn’t Want Final Fantasy Resonance to End* กัน คุณมีความคิดเห็นอย่างไรบ้าง?

❖❖ : ไอเดียนี้ดี รีบหน่อยนะ! RAW Nice to See You ตอนที่ 25 ในประเทศไทย

รีวิว: I Didn’t Want Final Fantasy Resonance to End

ตอนที่ *Final Fantasy Resonance* ประกาศเปิดตัว ผมก็นึกขึ้นได้ว่านานแค่ไหนแล้วที่ไม่ได้เล่นเกม *Final Fantasy* ในรูปแบบคลาสสิกที่ใช้ระบบการต่อสู้แบบผลัดกันเล่น (Turn-based) ผมจึงตัดสินใจกลับไปเล่นภาคโปรดบางภาคในซีรีส์นี้อีกครั้ง ในตอนนั้นผมไม่ทันได้ตระหนักว่า การได้กลับไปเล่นเกมอย่าง *FFVI* และ *FFX* อีกครั้ง จะช่วยเปิดมุมมองให้ผมเห็นสิ่งที่ Square Enix พยายามจะถ่ายทอดออกมา ทั้งในแง่ของกลไกเกมและการเล่าเรื่องภายในโลกแห่ง Lapis ซึ่งในหลายๆ ด้าน เกมนี้ให้ความรู้สึกไม่ต่างจากเกมฉลองครบรอบเลยทีเดียว

*Final Fantasy Resonance* เปรียบเสมือนภาคต่อของเนื้อเรื่องซีซันแรกจากเกมกาชา *Final Fantasy Brave Exvius* (ซึ่งปัจจุบันยุติการให้บริการไปแล้ว) ที่เปิดตัวครั้งแรกในปี 2015 โดยมีตัวละครอย่าง Rain, Lasswell และ Fina (ผู้สูญเสียความทรงจำ) ออกเดินทางไปทั่วโลกเพื่อยับยั้งกลุ่ม "Six Sworn of Paladia" ไม่ให้ทำลายคริสตัลทั้งหมดในโลกแห่ง Lapis ซึ่งถือเป็นพล็อตเรื่องที่ค่อนข้างเป็นมาตรฐานทั่วไป ในแต่ละบทของเกมจะพาผู้เล่นไปสำรวจภูมิภาคต่างๆ ที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งและฉากหลังซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากเกม *Final Fantasy* ภาคหลักต่างๆ ในฐานะคนที่เคยเล่นเกมส่วนใหญ่ในซีรีส์นี้มาแล้ว ผมจึงสังเกตเห็นการอ้างอิงเหล่านั้นได้ทันที เช่น ตัวเอกอย่าง Rain อัศวินจากอาณาจักร Grandshelt ที่ทำให้ผมนึกถึง Cecil จาก *FFIV* และกองกำลัง Red Wings ของเขา หรืออาณาจักร Zoldaad กับกลุ่มกบฏที่ชวนให้นึกถึงจักรวรรดิ Gestahl และกลุ่มต่อต้านใน *FFVI* เป็นต้น แม้ว่า Square Enix จะหยิบยืมและนำองค์ประกอบทางเนื้อเรื่องมาจากตำนานในจักรวาลที่กว้างใหญ่ของซีรีส์นี้มาใช้ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเกมนี้เป็นเพียงงานลอกเลียนแบบแต่อย่างใด จุดที่เนื้อเรื่องอาจดูอ่อนลงไปบ้างคือข้อจำกัดในการดัดแปลงจากเกมกาชาที่มีอายุมานานนับทศวรรษ รวมถึงการขาดความลุ่มลึกในการนำเสนอประเด็นอย่างลัทธิจักรวรรดินิยมและการต่อต้าน อย่างไรก็ตาม โครงเรื่องโดยรวมยังคงมอบความพึงพอใจได้ดี ไม่ต่างจากมังงะหรืออนิเมะแนวโชเน็น (shonen) โดยมีเหล่าตัวละครที่โดดเด่นและมีมิติมาช่วยเสริมให้เนื้อเรื่องแข็งแกร่งขึ้น

❖❖ : ลิงก์สำหรับอ่านมังฮวา A Dangerous Deal And The Girl Next Door ตอนที่, ถูกบังคับโดยช่างซ่อม9 ในประเทศไทย

สิ่งที่ทำให้เกมนี้โดดเด่นอย่างแท้จริงคือระบบการต่อสู้ *Final Fantasy Resonance* ถือเป็นเกมในซีรีส์นี้ที่ใช้ระบบการต่อสู้แบบผลัดกันเล่น (turn-based) ในรอบหลายปี โดยเป็นการร่วมมือกับทีม Asano ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจบางส่วนมาจากเกม *Octopath Traveler* เช่น การนำระบบจุดอ่อนธาตุจากเกมดังกล่าวมาปรับใช้เป็นเกจ "Stun" (อาการมึนงง) ซึ่งระบบนี้รวมถึงระบบ "Vision" และการบริหารจัดการลำดับการเล่น (turn management) กลายเป็นหัวใจสำคัญของเกมเพลย์ โดยตัวละครแต่ละตัวสามารถติดตั้ง "Vision" ซึ่งเปรียบเสมือนตัวแทนของตัวเอกหลักจากเกม *Final Fantasy* ภาคหลักต่างๆ หรือตัวละครบางตัวจาก *Final Fantasy Brave Exvius* โดยระบบนี้ทำหน้าที่เสมือนระบบคลาส (class system) ของเกมนั่นเอง

*Final Fantasy Resonance* ถือเป็นเกมที่น่าสนใจที่สุดในซีรีส์นี้ในรอบหลายปี แม้เนื้อเรื่องจะเต็มไปด้วยสูตรสำเร็จเดิมๆ แต่ก็เป็นการเล่าเรื่องที่จริงใจและกลมกลืนไปกับเกม *Final Fantasy* ภาคหลักอื่นๆ ได้อย่างลงตัว สิ่งที่ทำให้เกมนี้ตราตรึงใจผมมากที่สุดคือระบบการเล่นและความหลากหลายอันน่าประทับใจภายในโลกของเกม ซึ่งดึงดูดให้ผมเล่นต่อเนื่องยาวนานเกือบ 90 ชั่วโมง ทั้งที่เนื้อเรื่องหลักสามารถเล่นจบได้ในเวลาเพียง 30 ถึง 40 ชั่วโมงเท่านั้น ผมหวังว่านี่จะไม่ใช่เกม *Final Fantasy* แนวผลัดกันเล่นที่เข้มข้นและลุ่มลึกเกมสุดท้ายที่เราจะได้เห็นกัน

นี่คือบทวิจารณ์เกม "I Didn’t Want Final Fantasy Resonance to End" ซึ่งเป็นเกมที่คุณไม่ควรพลาด! อย่าลืมติดตามเราเพื่อรับข่าวสารล่าสุดเกี่ยวกับเกมที่คุณชื่นชอบ!